 |
+เขียนข้อความใหม่ +อ่านข้อความอื่น
|
ตีความกฎหมายใหม่
บันทึกการอบรม เรื่อง การเตรียมความพร้อมเพื่อสอดคล้องกับการปฏิบัติตามกฎหมายใหม่
วันที่ 27 กรกฎาคม 2549 เวลา 09.00 น. 17.00 น. ณ สมาคมส่งเสริมความปลอดภัยในการทำงาน
1. การบรรยายเรื่อง กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับ ความร้อน แสงสว่าง และเสียง วิทยากร คือ อาจารย์มานิตย์ พิสิฐบุตร นักวิชาการแรงงาน 8ว. กองตรวจความปลอดภัย คณะกรรมการร่างกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับ ความร้อน แสงสว่าง และเสียง
กฎกระทรวงฉบับที่กล่าวไว้ในข้อ 1 มีการลงนามโดยรัฐมนตรี ในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2549 ประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา ในวันที่ 6 มีนาคม 2549 มีผลบังคับใช้ วันที่ 2 กันยายน 2549 การกำหนดให้มีการรับผิดชอบของนายจ้างในเรื่องการปรับปรุงสภาพแวดล้อมการทำงานให้ปลอดภัยกับลูกจ้างมากยิ่งขึ้น โดยแบ่งหมวดหัวข้อ ได้ดังนี้
1. ความร้อน : ให้ควบคุมและรักษาระดับความร้อนภายในของสถานประกอบกิจการ มิให้เกินมาตรฐานกำหนด ดังนี้
1.1 ลักษณะงานเบา การตีความ คืองานที่ใช้อัตราการเผาผลาญพลังงาน ไม่เกิน 200 กิโลแคลโลรี่ ระดับความร้อนต้องไม่เกิน 34 0C WBGT (West Bulb Globe Temperature)
1.2 ลักษณะงานปานกลาง การตีความ คืองานที่ใช้อัตราการเผาผลาญพลังาน ระหว่าง 200 350 กิโลแคลโลรี่ ระดับความร้อนต้องไม่เกิน 32 0C WBGT
1.3 ลักษณะงานหนัก การตีความ คือ งานที่ใช้อัตราการเผาผลาญพลังงาน มากกว่า 350 กิโลแคลโลรี่ ระดับความร้อนต้องไม่เกิน 30 0C WBGT
การที่จะรู้ว่าสภาพแวดล้อมมีระดับความร้อนเท่าใดในแต่ละจุดทำงาน ต้องมีการตรวจวัดสภาพแวดล้อมในการทำงาน ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่องมาตรฐานการตรวจวัดสภาพแวดล้อมในการทำงาน 2543 โดยกำหนดให้ทุกสถานประกอบการต้องตรวจวัดสภาพแวดล้อมในการทำงานทุกๆปี
ให้ จป.วิชาชีพวิชาชีพ ตีความว่าผู้ที่มีคุณวุฒิ อาชีวอนามัยและความปลอดภัย และเป็นผู้แต่งตั้งตาม จป.1 ปัจจุบัน เป็นผู้เซ็นต์รับรองรายงานด้านความปลอดภัย และสำเนาส่งให้สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด ตัวเก็บไว้ในสถานประกอบการไม่น้อยกว่า 5 ปี
จป.วิชาชีพวิชาชีพที่ อบรม 180 ชั่วโมง หรือ 192 ชั่วโมง ยังไม่ถือว่าเป็น จป.วิชาชีพวิชาชีพ ตามกฎหมายใหม่ จนกว่าจะมีการอบรมเพิ่มและผ่านการวัดผลตามที่กฎหมายลูกจะออกมา
การตรวจวัดระดับความร้อนให้สถานประกอบการตรวจวัดโดยใช้ค่าเฉลี่ย 2 ชั่วโมง ที่มีอุณหภูมิเวตบัลบ์โกลบสูงสุดของการทำงาน
หากค่าความร้อนเกินมาตรฐานกำหนด ดังนี้
1. การแก้ไขเชิงวิศวกรรม โดยให้มีการออกแบบเพื่อลดทางผ่านของการ แผ่รังสีความร้อน แพร่ความร้อน โดยใช้หลักวิศวกรรม (จป.วิชาชีพไม่จำเป็นต้องทำเอง แต่ให้วิศวกรรมออกแบบและดำเนินการปรับปรุง จป.วิชาชีพทำหน้าที่ตรวจสอบและรับรองระบบนั้น) หากแก้ไขในเชิงวิศวกรรมต้องเขียนรายงานชี้แจงเหตุผล และพิจารณาใช้ข้อ 2 - 4
2. ให้ปิดประกาศเตือนให้ลูกจ้างทราบด้วยขนาดตัวอักษร สีตัวอักษรตามมาตรฐานกำหนด และป้ายต้องมีมาตรฐาน ให้ลูกจ้างทราบว่าเขตนั้นเป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัย เช่น
3. ให้คำนวณหาค่าสูงสุดที่อนุญาตให้ลูกจ้างทำงานเกี่ยวกับความร้อนได้
4. ต้องจัดให้ลูกจ้างสวมใส่อุปกรณ์กันความร้อน (จป.วิชาชีพ ต้องรับรองเป็น PPE กันความร้อนด้วย)
5. หากลูกจ้างไม่สวมใส่ PPE ที่นายจ้างจัดให้ (ผ่านการรับรอง PPE จาก จป.วิชาชีพแล้ว) นายจ้างมีสิทธิที่จะออกกฎในการปรับ หักเงินเดือน เลิกจ้างกับพนักงานที่ฝ่าฝืนกฎความปลอดภัยโดยไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าจ้างชดเชยในการเลิกจ้าง (จป.วิชาชีพ ต้องกำหนดเป็นกฎระเบียบ มีการประกาศให้ลูกจ้างทราบไม่น้อยกว่า 30 วันในสถานที่ลูกจ้างชุมนุมเป็นส่วนมาก และ จป.วิชาชีพ เป็นผู้รับรองในเอกสารคำสั่ง ปรับ หักเงินเดือน เลิกจ้าง พนักงานที่ฝ่าฝืนกฎระเบียบนั้น) ไม่ผิดกฎหมายแรงงาน
2. แสงสว่าง : นายจ้างต้องจัดให้สถานประกอบกิจการมีความเข้มแสงสว่าง ดังนี้
2.1 บริเวณพื้นที่ทั่วไปภายในสถานประกอบกิจการ เช่น ทางเดิน ห้องน้ำ ห้องพัก ไม่ต่ำกว่ามาตรฐานกำหนดไว้ในตารางที่ 1 ท้ายประกาศกฎกระทรวง
2.2 บริเวณใช้ประโยชน์จากกระบวณการผลิตที่มีลูกจ้าง ไม่ต่ำกว่ามาตรฐานกำหนดไว้ในตารางที่ 21 ท้ายประกาศกฎกระทรวง
2.3 บริเวณที่ลูกจ้างทำงานโดยใช้สายตามองเฉพาะจุดหรือต้องใช้สายตาอยู่กับที่ในการทำงาน ไม่ต่ำกว่ามาตรฐานกำหนดไว้ในตารางที่ 3 ท้ายประกาศกฎกระทรวง
2.4 บริเวณที่ลูกจ้างทำงานโดยใช้สายตามองเฉพาะจุดหรือต้องใช้สายตาอยู่กับที่ในการทำงาน ในกรณีมิได้มาตรฐานกำหนดไว้ในตารางที่ 3 ให้ใช้มาตรฐานเทียบเคียงใน ตารางที่ 4 ท้ายประกาศกฎกระทรวง
2.5 บริเวณรอบๆสถานที่ลูกจ้างทำงานโดยใช้สายตามองเฉพาะจุด ตีความเป็นบริเวณแสงตัดกัน ไม่ต่ำกว่ามาตรฐานกำหนดไว้ในตารางที่ 5 ท้ายประกาศกฎกระทรวง
ในกรณีที่ เกินมาตรฐานกำหนด
1. ต้องใช้ หรือจัดให้มีฉาก แผ่นฟิล์มกรองแสง หรือมาตรการอื่นที่เหมาะสมและเพียงพอ(จป.วิชาชีพเขียนชี้แจงเหตุผลในการใช้มาตรการนั้นๆ หรือเหตุผลนั้นๆ) เพื่อป้องกันมิให้แสงตรงหรือสะท้อน จากแหล่งกำเนิดแสง หรือดวงอาทิตย์ที่มีแสงจ้าส่องเข้านัยน์ตาลูกจ้างโดยตรงขณะทำงาน
2. ในกรณีที่ทำตามข้อ 1 มิได้ (จป.วิชาชีพเขียนชี้แจงเหตุผลประกอบ) ต้องจัดให้ลูกจ้างสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันอันตรายที่จัดไว้ให้เท่านั้น (จป.วิชาชีพเขียนชี้แจงเหตุผลในการจัด PPE นี้)
3. กรณีที่ลูกจ้างทำงานในที่มืด ทึบ คับแคบ เช่น ในถ้ำ อุโมงค์ ต้องจัดให้ลูกจ้างสวมหมวกนิรภัยที่มีอุปกรณ์ส่องแสว่างที่เหมาะสมแก่สภาพและลักษณะของงาน (จป.วิชาชีพ ต้องเขียนชี้แจงเหตุผลในการใช้ PPE)
4. หากลูกจ้างไม่สวมใส่ PPE ที่นายจ้างจัดให้ (ผ่านการรับรอง PPE จาก จป.วิชาชีพแล้ว) นายจ้างมีสิทธิที่จะออกกฎในการปรับ หักเงินเดือน เลิกจ้างกับพนักงานที่ฝ่าฝืนกฎความปลอดภัยโดยไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าจ้างชดเชยในการเลิกจ้าง (จป.วิชาชีพ ต้องกำหนดเป็นกฎระเบียบ มีการประกาศให้ลูกจ้างทราบไม่น้อยกว่า 30 วันในสถานที่ลูกจ้างชุมนุมเป็นส่วนมาก และ จป.วิชาชีพ เป็นผู้รับรองในเอกสารคำสั่ง ปรับ หักเงินเดือน เลิกจ้าง พนักงานที่ฝ่าฝืนกฎระเบียบนั้น) ไม่ผิดกฎหมายแรงงาน
จัดให้มีการตรวจวัดแสงสว่างทุกปี และให้ จป.วิชาชีพวิชาชีพ ตีความว่าผู้ที่มีคุณวุฒิ อาชีวอนามัยและความปลอดภัย และเป็นผู้แต่งตั้งตาม จป.1 ปัจจุบัน เป็นผู้เซ็นต์รับรองรายงานด้านความปลอดภัย และสำเนาส่งให้สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด ตัวเก็บไว้ในสถานประกอบการไม่น้อยกว่า 5 ปี
3. เสียง : ต้องควบคุมให้ลูกจ้างได้รับเสียงเฉลี่ยในแต่ละวันตลอดระยะเวลาทำงานที่สัมผัสกับเสียง หรือค่า TWA (Time weighted Average) มิให้เกินมาตรฐานดังนี้
ชั่วโมงที่อนุญาตให้สัมผัสเสียง (T) dB(A) :TWA
(L) ชั่วโมงที่อนุญาตให้สัมผัสเสียง (T) dB(A) :TWA
(L) ชั่วโมงที่อนุญาตให้สัมผัสเสียง (T) dB(A) :TWA
(L)
12 87 5 93 1 ½ 102
8 90 4 95 1 105
7 91 3 97 ½ 110
6 92 2 100 ¼ หรือน้อยกว่า 115
หากมิได้กำหนดให้คำนวณได้จาก T = 8 ÷ 2 (L -90)/5
ตีความ ชั่วโมงที่อนุญาตให้สัมผัสเสียง ไม่ใช่เวลาในการเข้าทำงาน แต่เป็นเวลาที่ลูกจ้างทำงานในงานหรือในบริเวณที่ต้องสัมผัสเสียงจริงๆ (ให้ จป.วิชาชีพ ทำแบบขออนุญาตการทำงานที่ต้องสัมผัสกับเสียงไว้ ซึ่ง จป.วิชาชีพ ต้องเป็นผู้อนุญาตให้ทำงานที่สัมผัสกับเสียง)
หากเสียงหรือปริมาณเสียงสูงเกิน 140 dB(A) ต้องให้ลูกจ้างหยุดทำงานจนกว่าระดับเสียงจะลดน้อยกว่า 140 dB(A)
การเกิดเสียงกระทบ หรือ กระแทก ต้องไม่เกิน 140 dB (A) วิธีการตรวจวัดเสียงกระทบ กระแทกจะต้องเป็นไปตามกฎหมายลูก
หากระดับเสียงเกินมาตรฐานกำหนด ต้องดำเนินการดังนี้
1. ดำเนินการปรับปรุงแก้ไขสิ่งที่เป็นต้นกำเนิดของเสียง (ใช้หลักวิศวกรรมในการแก้ไข)
2. ดำเนินการปรับปรุงแก้ไขที่ทางผ่านของเสียง (ใช้หลักวิศวกรรมในการแก้ไข)
3. บริหารจัดการให้ลูกจ้างได้รับเสียงตามมาตรฐานกำหนด
4. ต้องจัดให้มีอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล
5. บริเวณที่มีเสียงเฉลี่ยงใน 8 ชั่วโมงการทำงาน ต้อง จัดทำเครื่องหมายป้าย สัญลักษณ์กำหนดให้ใช้อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลติดไว้ชัดเจน และจัดทำโครงการอนุรักษ์การได้ยินตามที่กฎหมายลูกกำหนด เช่น
จัดให้มีการตรวจวัดเสียงทุกปี และให้ จป.วิชาชีพวิชาชีพ ตีความว่าผู้ที่มีคุณวุฒิ อาชีวอนามัยและความปลอดภัย และเป็นผู้แต่งตั้งตาม จป.1 ปัจจุบัน เป็นผู้เซ็นต์รับรองรายงานด้านความปลอดภัย และสำเนาส่งให้สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด ตัวเก็บไว้ในสถานประกอบการไม่น้อยกว่า 5 ปี
การตรวจวิเคราะห์ ความร้อน แสง เสียง มีมาตรฐานกำหนดดังนี้
1. เป็นผู้สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรี สาขาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ที่เป็น จป. 1 ในบริษัท
2. หรือเป็นผู้สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรี สาขาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย และขึ้นทะเบียนเป็นผู้รับรองรายงาน ตามที่กฎหมายลูกกำหนด
3. ขึ้นทะเบียนคำขอรับรองผลการตรวจ ตามกฎหมายลูกกำหนด
4. ค่าธรรมเนียม ค่าคำขอ ฉบับละ 20 บาท ค่าขึ้นทะเบียน ปีละ 3,000 บาท ค่าหนังสือรับรองการขึ้นทะเบียน ฉบับละ 10 บาท
5. ใบอนุญาตสามารถถูกระงับได้หากตรวจพบว่ามิได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่อธิบดีกำหนด
กระผมได้ยื่นกระทู้ขึ้น ตีความว่า
1. ถ้า จป.วิชาชีพ เป็นสำเร็จการศึกษา อาชีวอนามัยและความปลอดภัย และเป็น จป.วิชาชีพ ในโรงงาน ตาม จป. 1 แต่งตั้ง มีสิทธิรับรองผลการตรวจวิเคราะห์รายงานสภาพแวดล้อมการทำงาน คือ ความร้อน แสง เสียง ได้หรือ ไม่และ จำเป็นต้องขึ้นทะเบียนเป็นผู้รับรองหรือไม่
การตีความ จป.วิชาชีพ ที่มีคุณวุฒิ สาขาอาชีวอนามัยหรือเทียบเท่า ที่ประสงค์จะรับรองผลการตรวจวิเคราะห์ในภายในบริษัท ที่มีชื่อตาม จป. 1 อยู่แล้วไม่จำเป็นต้อง ขึ้นทะเบียนเป็นผู้รับรอง และสามารถรับรองได้เลย
2. ถ้าหากเป็นกลุ่มธุรกิจในเครือเดียวกัน ซึ่งสมมติว่ากระผมเป็นผู้จบ อาชีวอนามัย เพียงคนเดียวและ จป.วิชาชีพ ท่านอื่น ในนิตบุคคลอื่น ซึ่งอยู่ในกลุ่มธุรกิจเดียวกัน กระผมสามารถรับรองผลการตรวจสภาพแวดล้อมการทำงานโดยไม่ขึ้นทะเบียนได้หรือไม่
การตีความ ได้ในกรณีที่ขึ้นทะเบียนเป็นผู้รับรอง ตามเกณฑ์ที่อธิบดีกำหนด
3. ขอบเขตของผู้รับรองที่ขึ้นทะเบียนเรียบร้อยแล้วนั้น อยู่การกำหนดเขตการรับรองและระยะเวลาหรือไม่
การตีความ ผู้ขึ้นทะเบียน สามารถรับรองได้ทั่วราชอาณาจักร และมีกำหนดเวลา 1 ปี หลังจากนั้นต้องต่ออายุใบอนุญาต
4. การวัดสภาพความร้อนจากการทำงาน ต้องวัดในสภาพของลมธรรมชาติ หรือลมนอกธรรมชาติ และถ้าคำตอบคือใช้ลมธรรมชาติแล้ว จำเป็นต้องปิดพัดลมเพื่อทำการตรวจวัดสภาพแวดล้อมเกี่ยวกับความร้อนหรือไม่
การตีความ ต้องใช้ลมธรรมชาติเท่านั้น เพื่อเทียบกับมาตรฐานที่อ้างถึง
2. การบรรยายเรื่อง กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2549 วิทยากรโดย อาจารย์พิพัฒน์ นพทีปกังวาล นักวิชาการแรงงาน 8ว. คณะกรรมการร่างกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2549
กฎกระทรวงฉบับดังกล่าวนี้ มีการลงนามโดยรัฐมนตรี ในวันที่ 16 พฤษภาคม 2549 ประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา ในวันที่ 21 มิถุนายน 2549 มีผลบังคับใช้ วันที่ 29 พฤศจิกายน 2549 (ภายใน180 วัน)
สาระสำคัญ กระจายความรับผิดชอบไปทุกระดับ เนื่องจากเดิมทีมีการรับผิดชอบ เฉพาะนายจ้างและ จป.วิชาชีพ เท่านั้น แต่กฎหมายใหม่นายจ้างหรือ จป.วิชาชีพไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบเพียงฝ่ายเดียวแต่จะกระจายความรับผิดชอบไปยัง จป.หัวหน้างาน จป.บริหาร ด้วย
เจตนารมณ์การออกกฎหมายฉบับนี้เพื่อให้สถานประกอบกิจการจัดให้มีระบบบริหารจัดการความปลอดภัย เพื่อลดความสูญเสียทั้งชีวิตลูกจ้างและทรัพย์สินนายจ้าง โดยเน้นให้มีการรับผิดชอบทุกระดับร่วมกัน
ประเภทกิจการที่บังคับใช้ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มกิจการ ได้แก่
กลุ่มกิจการที่ 1 (ข้อ 1(1)) ตีความเป็นอุตสาหกรรมที่มีอันตรายยิ่งยวด อาทิ เหมืองแร่ ปิโตรเคมี ถ่านหิน ปูน ระเบิดหิน เป็นต้น
กลุ่มกิจการที่ 2 (ตั้งแต่ข้อ 1(2) (5)) กลุ่มกิจการที่ผลิต โรงงาน อุตสาหกรรม แปรรูป อาทิ การผลิต ก่อสร้าง เชื้อเพลิง ขนส่ง ต่อเรือ โทรศัพท์ เป็นต้น
กลุ่มกิจการที่ 3 (ตั้งแต่ข้อ 1(6) (14)) กลุ่มกิจการให้บริการ อาทิ โรงแรม โรงหนัง โรงพยาบาล การกีฬา ธนาคาร ห้างสรรพสินค้า ห้องทดลอง เป็นต้น
เจ้าหน้าที่ความปลอดภัย แบ่งตามระดับชั้น ได้ดังนี้คือ จป.หัวหน้างาน จป.บริหาร จป.เทคนิค จป.เทคนิคขั้นสูง จป.วิชาชีพ ผู้ที่มีอำนาจแต่งตั้ง จป.ทุกระดับคือ นายจ้าง หรือผู้ที่นายจ้างมอบอำนาจเด็ดขาดด้านความปลอดภัยให้เท่านั้น เป็นผู้แต่งตั้งให้ปฏิบัติงานด้านความปลอดภัย
ลูกจ้างในระดับหัวหน้างาน ทุกคน (ตีความว่าผู้ที่สามารถออกคำสั่ง และสามารถให้คุณหรือโทษแก่พนักงานคนอื่นได้) ต้อง อบรม จป.หัวหน้างาน ภายใน 180 วัน นับตั้งแต่มีการแต่งตั้งให้เป็น หัวหน้างาน
หน้าที่ ของ จป. หัวหน้างาน
1. กำกับดูแลการปฏิบัติงานตามคู่มือความปลอดภัย
2. วิเคราะห์งานที่เสี่ยงอันตราย (ส่งให้หน่วยงานด้านความปลอดภัย)
3. สอนวิธีการปฏิบัติงานที่ปลอดภัยแก่ลูกจ้างในบังคับบัญชา
4. ตรวจสอบสภาพการทำงาน
5. กำกับดูแลการสวมใส่ PPE ในลูกจ้างในบังคับบัญชา
6. รายงานการประสบอันตรายของลูกจ้างในบังคับบัญชา
7. ตรวจหาสาเหตุอันตราย
8. ส่งเสริมกิจกรรมด้านความปลอดภัย
9. ปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยตามที่ได้รับมอบหมาย (นายจ้าง/หน่วยงานความปลอดภัย/จป.วิชาชีพ/จป.เทคนิคขั้นสูง/จป.เทคนิค)
ลูกจ้างในระดับ ผู้จัดการ หัวหน้าแผนก หรือชื่อเรียกอื่นที่ทำหน้าที่เป็นผู้บริหาร ทุกคน ต้องอบรม จป.หัวหน้างาน ภายใน 180 วัน นับตั้งแต่มีการแต่งตั้งให้ทำหน้าที่นั้น
หน้าที่ จป. บริหาร
1. กำกับดูแล จป.ทุกระดับที่อยู่ในบังคับบัญชา ของ จป.บริหาร (มีผู้ยื่นตีความว่ารวม จป.วิชาชีพด้วยหรือไม่ คำตอบไม่ได้รวม จป.วิชาชีพ ที่ต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานความปลอดภัย แต่หมายถึง จป.หัวหน้างาน เช่น ผู้จัดการฝ่ายผลิต เป็น จป.บริหาร จป.ในบังคัญชา ก็คือ จป.หัวหน้างานในฝ่ายผลิตนั้นเอง)
2. เสนอแผนงานความปลอดภัย (การตีความคือ ภายในฝ่ายหรือหน่วยที่ดูแล หรือภายในโรงงาน)
3. ส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมด้านความปลอดภัย
4. ติดตามสั่งการแก้ไขปัญหา
การจัดให้มี ระดับขั้นของ จป. ต่างๆ ในสถานประกอบการเป็นไปดังนี้
ระดับ จป. กลุ่มกิจการที่ 1
จำนวนลูกจ้างตั้งแต่ กลุ่มกิจการที่ 2
จำนวนลูกจ้างตั้งแต่ กลุ่มกิจการที่ 3
จำนวนลูกจ้างตั้งแต่ จำนวน จป.
ไม่น้อยกว่า ระยะเวลาปฏิบัติงาน
จป. วิชาชีพ 1 คน ขึ้นไป 100 คน ขึ้นไป - 1 คน ประจำ
จป. เทคนิคขั้นสูง - 50 99 คน - 1 คน ประจำ
จป. เทคนิค - 20 49 คน - 1 คน ไม่น้อยกว่า 1 ชั่วโมง
จป. บริหาร 2 คน ขึ้นไป 2 คน ขึ้นไป 20 คน ขึ้นไป ทุกคน ประจำ
จป. หัวหน้างาน 2 คน ขึ้นไป 2 คน ขึ้นไป 20 คนขึ้นไป ทุกคน ประจำ
การตีความของ ผู้บริหารหรือ หัวหน้างาน ที่เป็นชาวต่างชาติ ต้องอบรม จป.บริหารหรือ จป.หัวหน้างานด้วย
จป. เทคนิค คือ ผู้ที่ จบ ปริญญาตรี สาขา อาชีวอนามัย หรือ จป. หัวหน้างานเดิมที่ผ่านการอบรมตามกำหนด หรือ จป.พื้นฐานเดิมที่ผ่านการอบรมตามกำหนด
หน้าที่ จป. เทคนิค
1. ตรวจสอบเสนอแนะ ให้นายจ้างปฏิบัติตามกฎหมายด้านความปลอดภัย
2. วิเคราะห์งานอันตรายและหาวิธีป้องกัน
3. แนะนำลูกจ้างให้ปฏิบัติตามคู่มือด้านความปลอดภัย
4. ตรวจหาสาเหตุการประสบอันตราย
5. จัดทำสถิติ รายงาน และเสนอนายจ้าง
6. ปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยตามที่ได้รับมอบหมาย
จป. เทคนิคขั้นสูง คือปริญญาตรี สาขา อาชีวอนามัย หรือ จป. เทคนิคเดิมที่ผ่านการอบรมตามกำหนดหรือ จป.พื้นฐานเดิมมาไม่น้อยกว่า 5 ปี และผ่านการอบรมตามกำหนดและมีคุณวุฒิ ม.6 ปวช ปวส.
หน้าที่ จป. เทคนิคขั้นสูง
1. ตรวจสอบเสนอแนะ ให้นายจ้างปฏิบัติตามกฎหมายด้านความปลอดภัย
2. วิเคราะห์งานอันตรายและหาวิธีป้องกัน
3. วิเคราะห์แผนงาน โครงการด้านความปลอดภัย
4. ตรวจประเมินการปฏิบัติงาน
5. แนะนำฝึกสอน ฝึกอบรมด้านความปลอดภัยแก่ลูกจ้าง
6. แนะนำลูกจ้างให้ปฏิบัติตามคู่มือด้านความปลอดภัย
7. ตรวจหาสาเหตุการประสบอันตราย
8. จัดทำสถิติ รายงาน และเสนอนายจ้าง
9. ปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยตามที่ได้รับมอบหมาย
จป.วิชาชีพ คือ ปริญญาตรี สาขา อาชีวอนามัย หรือ จป. วิชาชีพเดิมที่ผ่านการอบรม 180 หรือ 190 ชั่วโมง และอบรมเพิ่มเติมตามกำหนด หรือ จป.เทคนิคขั้นสูง มาไม่น้อยกว่า 5 ปี และผ่านการอบรมตามกำหนด
ตีความ จป.วิชาชีพ ผู้ที่ อบรม จป.วิชาชีพ มาไม่ถือว่าเป็น จป.วิชาชีพ จนกว่าจะมีการอบรมเพิ่ม ตามที่กำหนด และ ผู้ที่ยังไม่เคยแต่งตั้ง จป.1 ไม่ถือว่าเป็น จป.วิชาชีพ แม้จะเข้าอบรมตามวิธีที่อธิบดีกำหนดแล้วก็ตาม
หน้าที่ จป.วิชาชีพ
1. ตรวจสอบเสนอแนะ ให้นายจ้างปฏิบัติตามกฎหมายด้านความปลอดภัย
2. วิเคราะห์งานอันตรายและหาวิธีป้องกัน อธิบาย ให้วิเคราะห์ลึกถึงขั้นความน่าจะเป็นที่จะเกิดอันตรายและอันตรายที่เคยเกิดมาแล้ว
3. ประเมินความเสี่ยงในการทำงานทุกจุดปฏิบัติงาน
4. วิเคราะห์แผนงาน โครงการด้านความปลอดภัย
5. ตรวจประเมินการปฏิบัติงาน
6. แนะนำฝึกสอน ฝึกอบรมด้านความปลอดภัยแก่ลูกจ้าง
7. แนะนำลูกจ้างให้ปฏิบัติตามคู่มือด้านความปลอดภัย
8. ตรวจวัด เพื่อประเมินสภาพแวดล้อมในการทำงาน (ความร้อน แสง เสียง) พร้อมทั้งรับรองผลการวิเคราะห์ในรายงานนั้น
9. เสนอแนะการบริหารจัดการด้านความปลอดภัยแก่นายจ้าง
10. ตรวจหาสาเหตุการประสบอันตรายทั้งที่เกิดจาก เครื่องจักร วัตถุ สภาพแวดล้อมการทำงาน และผู้ปฏิบัติงาน
11. จัดทำสถิติ รายงาน และเสนอนายจ้าง
12. ปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยตามที่ได้รับมอบหมาย
การแต่งตั้ง จป.ทุกระดับ ให้เป็นไปตามกฎหมาย ภายใน วันบังคับใช้ และ/หรือ วันที่ลูกจ้างเลื่อนตำแหน่งงาน ในระดับที่กฎหมายกำหนด
ข้อยกเว้น หากสถานประกอบการใดมี จป.วิชาชีพ แล้ว ไม่จำเป็นต้องมี จป.เทคนิค จป.เทคนิคขั้นสูง ก็ได้ และ หากสถานประกอบการใดที่มีคุณสมบัติที่ต้องมี จป.เทคนิคขั้นสูง ไม่จำเป็นต้องมี จป.เทคนิคก็ได้
ความรับผิดชอบต่อกฎหมายหากสถานประกอบการใดที่มีสภาพการจ้างงานในลักษณะลูกจ้างนายจ้าง ให้ถือว่า นายจ้างเป็นผู้รับผิดชอบ และหากสถานประกอบการใดที่มีการรับเหมา ให้ถือเป็นความรับผิดชอบร่วมกันระหว่างนายจ้างและผู้รับเหมา
การดำเนินคดี จะดำเนินคดีกับผู้จ่ายค่าแรงเป็นหลัก
การตีความจำนวนลูกจ้าง ให้ตีความรวมลูกจ้างต่างด้าว ต่างชาติ ที่อยู่ในการปกครอง หรืออยู่ภายใต้การรับค่าจ้างหรือผู้ได้รับค่าจ้างในสถานประกอบการนั้นด้วย
ในกฎหมายใหม่กำหนดให้ จัดทำข้อบังคับ/คู่มือ ที่กำหนด ขั้นตอน วิธีการปฏิบัติ และการทำงานที่ปลอดภัย ทุกจุดปฏิบัติงาน และให้ถือเป็นความรับผิดชอบของนายจ้างและผู้รับเหมาด้วย
การฝึกอบรมพนักงาน กำหนดให้ลูกจ้างทุกคนทั้งรายเก่า หรือรายใหม่ ต้องมีการฝึกอบรมด้านความปลอดภัย การปฏิบัติงาน ขั้นตอนการทำงาน วิธีการทำงาน ก่อนที่จะมีการปฏิบัติงานจริง
ให้ จป.ทุกระดับ เป็นผู้ฝึกอบรมด้านความปลอดภัย การปฏิบัติงาน ขั้นตอนการทำงาน วิธีการทำงาน ก่อนที่จะมีการปฏิบัติงานจริง
ในกรณีที่ลูกจ้างไปปฏิบังานนอกสถานที่และมีความเสี่ยง นายจ้างต้องแจ้งข้อมูลอันตรายและวิธีการป้องกัน ไว้ที่หน่วยงานด้านความปลอดภัย และสรุปส่งทุก ไตรมาส
คณะกรรมการความปลอดภัย ฯ เมื่อลูกจ้าง ครบ 50 คนขึ้นไปต้องมี คณะกรรมการความปลอดภัย ดังนี้
ตำแหน่ง จำนวนลูกจ้าง คุณสมบัติ ที่มาของคณะกรรมการ
50 99 คน 100 499 คน ตั้งแต่ 500 คนขึ้นไป
ประธาน คปอ. 1 1 1 นายจ้าง เท่านั้น กฎหมายกำหนด
เลขานุการ คปอ. 1
(เทคนิค) 1
(เทคนิคขั้นสูง) 1
(วิชาชีพ) จป. กฎหมายกำหนด
กรรมการผู้แทนนายจ้างฯ 1 2 4 ผู้มีอำนาจสั่งการให้คุณหรือโทษแก่ผู้อื่นได้ นายจ้างแต่งตั้ง(อาจมอบหมายให้เลขาเป็นผู้สรรหา)
กรรมการผู้แทนลูกจ้างฯ 2 3 5 ผู้ใต้บังคับบัญชา เลือกตั้งจากผู้ได้คะแนนมากที่สุด และผู้ดำเนินการเลือกตั้งคือคณะกรรมการการเลือกตั้ง
รวม 5 7 11
การเพิ่มสัดส่วนคณะกรรมการ ให้เพิ่มเข้าเท่าๆ กันระหว่าง กรรมการผู้แทนนายจ้างและกรรมการผู้แทนลูกจ้าง
หน้าที่ คปอ.
1. พิจารณา นโยบาย แผนงาน โครงการ ที่เกี่ยวกับความปลอดภัย
2. รายงาน เสนอแนะ ปรับปรุงแก้ไข ด้านความปลอดภัย
3. ส่งเสริม สนับสนุนกิจกรรมด้านความปลอดภัย
4. พิจารณา คู่มือ ข้อบังคับ กฎ ระเบียบ ด้านความปลอดภัย
5. สำรวจงานด้านความปลอดภัย
6. พิจารณาแผนการฝึกอบรม คปอ. (เมื่อเป็น คปอ. ในส่วน คณะกรรมการต้องเข้ารับการอบรมหลักสูตรคณะกรรมการความปลอดภัย ซึ่งกฎหมายลูกจะกำหนดอีกครั้ง)
7. กำหนดให้ทุกคนในส่วนกรรมการ ต้องรายงานสภาพความปลอดภัยและสภาพอันก่อให้เกิดอันตราย
8. ติดตามเรื่องที่เสนอนายจ้าง
9. รายงานการดำเนินงานด้านความปลอดภัย
10. ประเมินผลการดำเนินงาน
11. ปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยที่นายจ้างมอบหมาย
12. เข้าประชุม คปอ.
การประชุม คปอ.
1. สมัญสามัญประชุม ทุกเดือน
2. สมัญวิสามัญ คณะกรรมการเกินกึ่งหนึ่งร้องขอให้มีการประชุม หรือ ต้องจัดให้มีการประชุมทุกครั้งเมื่อเกิดเหตุร้ายแรง (ตามคำนิยามของ จป.วิชาชีพกำหนด) และต้องจัดให้มีการประชุมภายใน 7 วัน
3. ต้องแจ้งการประชุมก่อนวันประชุมไม่น้อยกว่า 3 วัน
4. แจ้งกำหนด ระเบียบ วาระการประชุม ทุกครั้งก่อนมีการประชุม
5. การประชุมถือเป็นเวลาทำงาน และต้องได้รับค่าจ้าง ทุกคน (หากประชุมนอกเวลาทำงานต้องได้รับ OT)
ยื่นตีความ
1. การจ่าย OT จะจ่ายให้กรรมการหรือพนักงานระดับใด
ตีความ OT เป็นค่าตอบแทนที่ได้รับการคุ้มครองโดย พรบ.คุ้มครองแรงงาน ดังนั้น พนักงานที่ได้รับเงินค่าจ้างจากบริษัทฯ ต้องได้รับ OT
2. หาก ใช้เวลาทำงาน OT เพื่อชดเชยวันหยุด ในวันอื่นได้หรือไม่
การตีความ ไม่ได้ และการกระทำเช่นนั้นถือว่าผิดกฎหมายแรงงาน
3. ได้มีการกำหนดองค์ประชุมหรือไม่ และหากประชุมไม่ถูกต้องตามกฎหมายกำหนดจะมีผลอย่างไร
การตีความ ไม่ได้กำหนดเป็นองค์ประชุม แต่ให้กำหนดเป็นระเบียบว่าด้วยคณะกรรมการความปลอดภัยในบริษัท โดยการกำหนดองค์ประชุมนั้นไว้ และหากจัดการประชุมไม่ถูกต้องถือเป็น โมฆะ ไม่มีผลทางกฎหมาย
หน้าที่ของนายจ้าง
1. ปฏิบัติตามมติที่ประชุม คปอ.
2. สนับสนุนการทำหน้าที่ คปอ.
3. ประกาศแต่งตั้ง คปอ. พร้อมประทับตราบริษัทฯ
4. ประกาศในที่เปิดเผยและมีพนักงานชุมนุมกันเป็นส่วนมาก ไม่น้อยกว่า 30 วัน
การสิ้นสภาพการเป็น คปอ. และเมื่อ คปอ. คนใดคนหนึ่งสิ้นสุดสภาพ ต้องดำเนินการจัดให้มีตามวิธีที่กฎหมายกำหนด แทนผู้สิ้นสุดสภาพนั้น ภายใน 30 วัน
กรรมการสิ้นสุดสภาพเมื่อ
1. ครบวาระ 2 ปี
2. พ้นจาก ผู้แทนนายจ้าง หรือ ผู้บริหาร หรือ หัวหน้างงาน หัวหน้าหน่วย หัวหน้าแผนก หรือผู้แทนลูกจ้าง จป.เทคนิค จป.เทคนิคขั้นสูง จป.วิชาชีพ
3. ไม่ใช่ลูกจ้างของบริษัท
หน่วยงานด้านความปลอดภัย
กำหนดให้กลุ่มกิจการที่ 1 ที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 2 คน และกลุ่มกิจการที่ 2 ที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 200 คน ขึ้นไป การนับจำนวนลูกจ้างนับ พนักงานรายวัน รายเดือน ผู้บริหาร พนักงานต่างชาติ พนักงานต่างด้าว หมายความรวมถึงผู้ได้รับค่าจ้างจากนิติบุคคลนั้นด้วย ต้องมีหน่วยงานความปลอดภัย ภายใน 180 วันนับจากกฎหมายมีผลบังคับใช้ หรือประมาณ 29 พฤษจิกายน 2549
กำหนดให้หัวหน้าหน่วยงาน ต้องมีฐานะและระดับที่จะบังคับบัญชาและสั่งการได้อย่างมีอิสระ ขึ้นตรงต่อ ผู้บริหารสูงสุด และรายงานตรงไปยังผู้บริหารสูงสุดเท่านั้น
ผู้ที่มีคุณสมบัติเป็นหัวหน้าหน่วยงาน คือ จป.วิชาชีพ หรือผู้ผ่านการอบรมในหลักสูตรการบริหารหน่วยงานด้านความปลอดภัย มิได้หมายความถึง จป.บริหาร หรือ จป.ระดับอื่นๆ
นายจ้างต้องจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอต่อการบริหารงานด้านความปลอดภัยที่จำเป็นแก่หน่วยงานด้านความปลอดภัย
นายจ้างต้องสนับสนุนบุคลากรในหน่วยงานให้เพียงพอในหน่วยงานด้านความปลอดภัย
ยกตัวอย่างเช่น ฝ่ายความปลอดภัยและอนามัยการทำงาน / ฝ่ายอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ฝ่าย ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมจากการทำงาน / ฝ่ายความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม / ฝ่ายอาชีวอนามัย ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม เป็นต้น
ตัวอย่างโครงสร้าง
ตีความ
1. ในกรณีที่หัวหน้าหน่วยงานความปลอดภัยเป็น จป.วิชาชีพ จำเป็นต้องจ้าง จป.วิชาชีพ มาเพิ่มใหม่ไหม
การตีความ ไม่จำเป็น เพราะ สามารถเป็น จป.วิชาชีพ ได้โดยคุณวุฒิอยู่แล้วโดยเฉพาะผู้จบสาขาอาชีวอนามัย จะมีคุณวุฒิการเป็น จป.วิชาชีพไปจนกว่าจะเสียชีวิต ไม่ว่าจะเคยแต่งตั้ง จป. 1 หรือไม่ก็ตาม
2. เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยเป็นคนเดียวกันกับเจ้าหน้าที่สิ่งแวดล้อมได้หรือไม่
การตีความ ไม่ได้
3. ขอบเขตของการปฏิบัติตามกฎหมายสิ้นสุดลงเมื่อใด
การตีความเมื่อไปกระทำการบนแผ่นดินประเทศอื่น เช่นถ้าอยู่บนเรือให้ยึดกฎหมายไทยแต่เมื่อเหยียบดินประเทศใดให้ปฏิบัติตามกฎหมายประเทศนั้น
ภารกิจหน่วยงานด้านความปลอดภัย
1. พัฒนางานด้านความปลอดภัย
2. พัฒนาระบบความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมการทำงาน
3. พัฒนาระบบสิ่งแวดล้อมให้ปลอดภัย
หน้าที่หน่วยงานด้านความปลอดภัย
1. วางแผนการดำเนินงานด้านความปลอดภัย
2. จัดทำและรวบรวมข้อเสนอแนะ เพื่อหาทางป้องกันอันตราย
3. จัดทำคู่มือมาตรฐานการปฏิบัติงาน
4. กำหนดชนิดอุปกรณ์ PPE
5. ส่งเสริมและสนับสนุนงานด้านวิชาการ (ตีความรวมถึงงานวิจัยด้วย)
6. จัดอบรมความปลอดภัยทั้งระบบ
7. ประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ
8. ตรวจประเมินระบบความปลอดภัยในโรงงานหรือบริษัทฯ
9. ติดตาม รวบรวม ผลการดำเนินการด้านความปลอดภัย
10. งานอื่นๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย
หน้าที่นายจ้างในกฎหมายฉบับนี้
1. แจ้งรายชื่อ จป.ทุกระดับ ตามแบบที่กำหนด
2. ส่งรายงานผลการดำเนินงานของ จป. เทคนิค /เทคนิคขั้นสูง/วิชาชีพ ทุก 3 เดือน
3. ประกาศมติที่ประชุม คปอ. ภายใน 7 วัน นับตั้งแต่มีการประชุม
4. เมื่อเกิดอันตรายร้ายแรงต้องแจ้งภายใน 15 วัน
5. เก็บหลักฐานด้านความปลอดภัยไว้ไม่น้อยกว่า 2 ปี
6. แจ้ง รายชื่อ และหน้าที่ของ คปอ. ภายใน 15 วัน
โดยคุณ: จป. มสธ.55 email: [
04 August 2006 21:39:39 ]
|
| |
ข้อความที่ 1 เยี่ยมมากครับ Record ได้เกือบร้อยเปอร์เซนต์เลย
พี่-น้อง นำไปพิจารณาได้ . . . เรื่องก็มีแค่นี้แหละโดยคุณ: ลุงต๋อย email: [ 04 August 2006 23:05:22 ] |
|
| |
ข้อความที่ 2 อ่าน 1 รอบแล้ว เดี๊ยวอ่านไหม่
ขอขอบคุณ คุณ จป.มสธ.55 ในความเอื้อเฟื้อนะครับโดยคุณ: หงส์ปีกหัก email: rittha@yano.co.th [ 05 August 2006 09:19:29 ] |
|
| |
ข้อความที่ 3 ขอบคุณมากมากนะคะโดยคุณ: ป้าแดง email: [ 05 August 2006 10:20:58 ] |
|
| |
ข้อความที่ 4 เยี่ยม...เยี่ยม....เยี่ยมจริง จริงโดยคุณ: เด็กกรุงเก่า email: [ 05 August 2006 11:32:09 ] |
|
| |
ข้อความที่ 5 หน่วยงานความปลอดภัยตั้งแต่งภายใน 360 วัน หรือ 180 วัน กันแน่คะที่อ่านในกม.คือ 360 วันไม่ใช่เหรอคะโดยคุณ: สงสัยคะ email: [ 05 August 2006 12:58:36 ] |
|
| |
ข้อความที่ 6 สุดยอดเลยครับ ขอบคุณแทนผู้ที่ไม่ได้ไปอบรมน่ะครับ เยี่ยมโดยคุณ: จป. email: [ 05 August 2006 13:50:41 ] |
|
| |
ข้อความที่ 7 Very...very.... good.โดยคุณ: tatugnoi email: [ 05 August 2006 15:14:58 ] |
|
| |
ข้อความที่ 8 ผมมีคำถามเช่นเดียวกับ ข้อความที่ 5 ครับ โดยคุณ: จป.อายิโนะโมะโต๊ะ email: Nathee_B@bkk.ajinomoto.com [ 05 August 2006 16:45:51 ] |
|
| |
ข้อความที่ 9 หน่วยงานด้านความปลอดภัย ต้องแต่งตั้ง ภายใน 360 วันค่ะโดยคุณ: คือกัน email: [ 06 August 2006 12:50:17 ] |
|
| |
ข้อความที่ 10 โอ้ จป มสธ 55.... มันยอดมาก เลย
โดยคุณ: ทุเรียน email: [ 07 August 2006 08:09:02 ] |
|
| |
ข้อความที่ 11 มันยอดมากเลยเอ๊?อ๊าโอ๊ว???
หน่วยงานแก้แทนละกันนะตั้งภายใน 360 วันค้าๆๆๆๆๆๆๆๆโดยคุณ: บักนัท email: [ 07 August 2006 09:12:49 ] |
|
| |
ข้อความที่ 12 เก่งม๊าก มาก ๆๆๆๆๆโดยคุณ: เล็ก email: [ 07 August 2006 10:49:50 ] |
|
| |
ข้อความที่ 13 เก่งม๊าก มาก ๆๆๆๆๆโดยคุณ: เล็ก email: [ 07 August 2006 10:49:50 ] |
|
| |
ข้อความที่ 14 เก่งม๊าก มาก ๆๆๆๆๆโดยคุณ: เล็ก email: [ 07 August 2006 10:49:52 ] |
|
| |
ข้อความที่ 15 ขอบคุณที่เผื่อแผ่ความรู้กัน แต่ไม่ทราบว่ามีใครถามหรือไม่ว่า...ทำไมกรมสวัสดิฯ จึงไม่จัดการอบรมเอง? แต่ปล่อยให้คนอื่นๆ หาประโยชน์จากการจัดอบรมโดยใช้วิทยากรของกรมฯ ...โดยคุณ: BKK SO email: [ 07 August 2006 16:12:22 ] |
|
| |
ข้อความที่ 16 ขอบคุณมากครับ..
ละเอียดยิบเลย...............
สุดยอดจริงๆ.......
โดยคุณ: จป.นัท ระยอง email: [ 07 August 2006 17:43:35 ] |
|
| |
ข้อความที่ 17 อยากทราบว่าเป็น จป. แล้วยังต้องแต่งตั้งหน่วยงานอีกแล้วหน่วยงานนั้นก้มี จป. คนเดียวได้มั๊ยค่ะสรุป จป วิชาชีพกับหน่วยงานความปลอดภัยคนเดียวกาน....โดยคุณ: ทำได้มั๊ยค่ะ email: [ 04 June 2007 15:02:38 ] |
|
| |
ข้อความที่ 18 สวัสดีครับเพื่อนๆ จป.วิชาชีพ ใครพอจะมีข้อมูลเกี่ยวกับหน้าที่ของ จป.วิชาชีพบ้าง รบกวน mail ให้ผมดูเป็นแนวทางด้วยครับ
ขอบคุณครับโดยคุณ: pranom email: pranom_vn@hotmail.com [ 04 October 2007 17:19:59 ] |
|
| |
ข้อความที่ 19 เรียนคุณ จป.มสธ ผมขอข้อมูลเกี่ยวกับหน้าที่ของ จป.วิชาชีพ บ้างนะครับ (ที่ต้องนำส่งทุกๆ 3 เดือน) ขอบคุณครับโดยคุณ: pranom email: pranom_vn@hotmail.com [ 04 October 2007 17:29:37 ] |
|
| |
ข้อความที่ 20 แหม ดีใจแทนคณาจารย์และลูกศิลย์มสธ.จริง ที่เห็นพวกเราใช้ความรู้ในด้านนี้อย่างคุ้มค่าและเผื่อแผ่เพื่อนร่วมวิชาชีพ ดีๆครับพี่ๆเพื่อนๆน้องๆที่กำลังเรียน Occ มสธ.ทุกคน อยากให้พวกเราจัดตั้งเวปสำหรับให้ข้อมูลกันแชร์กันได้ในเรื่องความรู้ดีๆเียี่ยงนี้อีกนะครับ...ใครเก่งทำได้ทำเลยนะครับ....เห็นด้วยกันไหมคับท่าน มสธ.55โดยคุณ: มสธ.รุ่นน้อง email: aun_aor@hotmail.com [ 09 November 2007 14:26:16 ] |
|
| |
ข้อความที่ 21 อยากทราบบทบาทหน้าที่พยาบาลอาชีวอนามัยในสถานประกอบการโดยคุณ: jif email: occenv@gmail.com [ 13 March 2008 11:53:54 ] |
|
| |
ข้อความที่ 22 ประธาน คปอ. ต้องเป็นนายจ้างเท่านั้นหรอคะ เป็นผู้แทนได้มั๊ยโดยคุณ: จป. ทารกน้อย email: [ 18 April 2008 12:55:50 ] |
|
| |
ข้อความที่ 23 ลองเข้าไปดู www.jorpor.comโดยคุณ: จป.มวล. email: nongsu_narak@hotmail.com [ 01 December 2008 14:49:32 ] |
|
| |
ข้อความที่ 24 ยอดเยี่ยมครับ ขอบคุณมากๆ นี่คือความเป็นเอกอุ ของพี่น้อง จป.มสธโดยคุณ: จป.มสธ52 email: [ 11 October 2011 13:48:36 ] |
|